17.9.53

---เรื่องน่ารู้ วิธีที่จะทำให้ลืม คนที่อยากลืม ได้ง่ายๆ---

นึกว่าเหตุที่เราต้องลืมเขาเพราะอะไร คงไม่ใช่ส่วนดีของเขาแน่ๆ
หลังจากนั้นให้พยายามย้ำความคิดนั้น เพื่อจะไม่ให้เกิดความ อาวรณ์เขามากไป
พยามหลีกเลี่ยงการเจอเขาแบบตัวต่อตัว เพราะเกิดเขาเผลอมาทำดีกะเรา เราจะยิ่งเขว แต่ถ้าเขามากะแฟน จะดีมาก (แบบว่าช้ำสุดๆม้วนเดียวจบ)
หลีกเลี่ยงไปซ้ำที่เดิมๆ ที่เคยไปกะเขา
หากิจกรรมที่ต่างจากเมื่อคบเขา เช่น แต่ก่อนเขาและเราชอบฟังเพลง ป๊อบ ให้เปลี่ยนใหม่ มาฟังเพลงร้อคแทน (เอาให้โลกแตกไปเลย)
อย่าทำให้ตัวเองว่าง เกาะเพื่อนๆ เข้าไว้ มันจะเป็นช่วงหนึ่งแหละ หลังจากนั้น จะสามารถอยู่คนเดียวได้ ไม่ต้องห่วง
ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ เช่น ลงเรียนต่อ ไปเรียนทำขนม ไปเรียนร้องเพลง ฯลฯ (มีโอกาสเจอเพื่อนๆใหม่ด้วย)
อย่านั่งมองท้องฟ้าตอนเย็นๆ เพราะมันจะเหงามาก เคยมีคนศึกษาพบว่าบรรยากาศตอนเย็นคนอยากฆ่าตัวตายมากที่สุด
อย่านั่งมองฝนตก เหมือนถ่ายมิวสิกวีดีโอ มันจะยิ่งอยากร้องไห้แล้วถ้าร้องไห้ไม่มีคนมาเช็ดน้ำตาหรอกเพราะคุณไม่ใช่นางเอกน่ะสิ
อย่าหาเรื่องกินจนอ้วน เพราะมันจะทำให้คุณหมดความมั่นใจไปกว่าเดิม

ง่ายๆเลยค่ะ ใครทำข้อแรกได้ ข้ออื่นก็ไม่ยากแล้วค่ะ ^-^

" 5 อาการหึง ที่ไม่น่ารัก เอาซะเลย "

โทรศัพท์มาเช็กกลางดึก : ถ้าโทรฯ มาเจ๊าะแจ๊ะหวานแหววไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่ถ้าโทรฯมาเพื่อเช็กว่าเราอยู่บ้านหรือเปล่าก็อีกเรื่อง โดนบ่อยๆ เดี๋ยวก็รู้เองค่ะ
อยากรู้อยากเห็น : ตอนแรกก็เหมือนจะหลงรักเราหัวปักหัวปำ เลยอยากรู้เรื่องของเรา แต่แล้วก็เริ่มซักไซ้เรื่องผู้ชายเก่าๆ ของเราและเริ่มหมกมุ่นกับมัน ถ้าเรารู้สึกอึดอัด นั่นอีกสัญญาณบอกค่ะ
ตั้งตัวเป็นศัตรูกับแฟนเก่า : เลิกกันแล้วก็คือจบ แต่คนขี้หึงย่อมไม่ยอมจบ เขาจะหงุดหงิดหากเรายังติดต่อหรือพูดคุยกับคนเก่าๆ ในรายที่อาการหนักอาจพานไปถึงพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือแม้กระทั่งหมาแมวของเรา เพราะกลัวถูกแบ่งปันความรัก
ค้นข้าวของๆ เรา : พฤติกรรมแบบนี้คนทำกันเยอะ เวลารู้สึกไม่มั่นคง หรือสงสัยว่ากำลังถูกสวมเขา
ขู่ฆ่าตัวตาย : คนขี้หึงจะขู่สารพัด ดีไม่ดีอาจถึงขั้นขู่ฆ่าตัวตายหากเราเลิกรา อย่ามองข้ามการข่มขู่แบบนั้นนะคะ เพราะมันเป็นเรื่องไม่แฟร์เป็นเผด็จการแท้ๆ เลยเชียว

...วิธีเปลี่ยนอารมณ์เสีย ให้อารมณ์ดีอย่างรวดเร็ว....

เขียนบันทึก เพราะการเขียนเรื่องที่ทำให้คุณอารมณ์บูดลงในสมุดไดอารี่ หรือบนบล็อกส่วนตัวของคุณ เป็นอีกหนึ่งวิธีระบายความโกรธที่ดีทีเดียว ที่สำคัญมันสามารถช่วยได้โดยไม่ต้องรบกวนเพื่อน ญาติ ให้มารับฟังปัญหาของคุณอีกด้วย
คิดถึงฉากภาพยนตร์ ละคร หรือเรื่องราวน่าประทับใจแทนเหตุการณ์ที่ชวนอารมณ์ไม่ดี หรือจะฟังเพลงที่ชอบก็ได้ อาจจะช่วยได้อีกทาง
เข้าหาธรรมชาติ อาจ จะออกไปอยู่ในสวน ชมต้นไม้ ปลูกต้นไม้ ดอกไม้ หรือออกไปเดินตากแดดอุ่น ๆ เดินชมแสงจันทร์ หรือหมู่ดาวยามค่ำคืน หรือแม้กระทั่งเขยิบตัวไปชิดหน้าต่างที่เปิดรับลมจากภายนอกก็ยังได้ ธรรมชาติจะช่วยให้จิตใจสงบ และผ่อนคลายลงจนทำให้คลายอารมณ์เสียได้
ลองก้มตัวลงไปเอามือแตะหัวแม่เท้า ค้างไว้สัก 1 นาที จาก นั้นค่อย ๆ ยกตัวกลับขึ้นมา จะรู้สึกว่า อารมณ์ดีขึ้น เป็นเพราะร่างกายได้เหยียดยืด ความตึงเครียดตามอวัยวะต่าง ๆ จะหายไป ทำให้อารมณ์สดใสขึ้นได้
แปะภาพที่ให้ความรู้สึกดี ๆ ไว้บนประตูตู้เย็น อาจจะเป็นภาพประทับใจของครอบครัวก็ได้ค่ะ อาจช่วยให้เราระลึกได้ถึงวันเวลาดี ๆ เพื่อให้ความรู้สึกดี ๆ เหล่านี้เข้ามาช่วยขับอารมณ์เสีย ออกไปได้
วางแผนลาพักร้อน เหนื่อยนักก็พักเสียเลย กางปฏิทินหาเวลาเหมาะ ๆ วางแผนลาพักร้อนไปเที่ยวกับครอบครัว และหากมีปฏิทิน ก็วงวันที่ด้วยปากกาสีสันสดใส ให้ตัวโต ๆ เวลาเดินผ่านจะได้นึกถึงช่วงวันหยุดที่กำลังจะมาถึง จิตใจจะได้ผ่องใส
ลองเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนรอบข้าง ทำดีให้คนอื่น ๆ โดยไม่หวังผลตอบแทน เช่น นำหนังสือนิทานดี ๆ มาแบ่งปันให้เด็กๆ ในซอยฟัง หรืออาจจะซื้อกาแฟอร่อย ๆ มาฝากเพื่อนบ้านหรือเพื่อนร่วมงาน หรือคลุกข้าวเผื่อเจ้าตูบหน้าปากซอยก็ได้ อิ่มบุญขนาดนี้ เดี่ยวอารมณ์ก็สดใสขึ้น

15.9.53

ปวดศีรษะแบบไหนอันตรายควรไปหาหมอ

"โรคปวด ศีรษะ" เป็นโรคที่พบบ่อยชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อวัยวะที่อยู่บริเวณศีรษะ ใบหน้า และคอ หรือแม้แต่อาการทางกาย เช่น ไข้ ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุของอาการปวดศีรษะได้ทั้งสิ้น และมีความรุนแรงหรืออันตรายมากน้อยแตกต่างกันไป ซึ่งอาการปวดศีรษะโดยส่วนใหญ่แล้ว ไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือก่อให้เกิดความพิกลพิการค่ะ ที่พบบ่อยได้แก่ โรคปวดศีรษะจากความเครียด และโรคปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งเป็นกลุ่มโรคปวดศีรษะที่ไม่มีสาเหตุชัดเจนทางกาย แต่อย่างไรก็ตามมีอาการปวดศีรษะบางประเภท ที่บ่งบอกถึงความผิดปกติที่อันตรายจนอาจถึงแก่ชีวิตได้

ปวดหัวแบบไหนมีภัยร้ายซ่อนอยู่
โรคและอาการเจ็บป่วยทางกายอื่นๆ ที่เกิดร่วมกับอาการปวดศีรษะ เช่น มีไข้ หนาวสั่น เหงื่อออกตอนกลางคืน ปวดกล้ามเนื้อ น้ำหนักลด มีประวัติโรคมะเร็ง การติดเชื้อหรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น เอชไอวี ผู้ที่รับประทานยาบางประเภท เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาละลายลิ่มเลือด ยากดภูมิคุ้มกัน ประวัติเหล่านี้บ่งบอกถึงโรคติดเชื้อ การอักเสบ และการแพร่กระจายของมะเร็ง

อาการแสดงผิดปกติทางระบบประสาท ได้แก่ พฤติกรรมหรือบุคลิกภาพเปลี่ยนจากเดิม แขนขาอ่อนแรง ชาหรือการรับรู้ประสาทสัมผัสผิดปกติ การมองเห็นหรือการได้ยินผิดปกติ

อาการปวดศีรษะที่เริ่มต้นหลังตื่นนอน มักบ่งบอกถึงภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง

อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นรุนแรงอย่างเฉียบพลัน ซึ่งมักใช้เวลาเป็นเสี้ยววินาที บ่งบอกถึงภาวะวิกฤติของหลอดเลือดสมอง ทั้งเส้นเลือดสมองตีบและแตก

อาการปวดศีรษะครั้งแรกหลังอายุ 50 ปี แม้ว่าโรคปวดศีรษะปฐมภูมิหลายๆ ชนิดอาจเริ่มต้นครั้งแรกหลังอายุ 40-50 ปี แต่อายุที่มากขึ้นมักสัมพันธ์กับโรคอื่นๆ ที่อาจจะเป็นสาเหตุของอาการปวดศีรษะได้ที่พบบ่อย เช่น ก้อนเนื้องอก การติดเชื้อของระบบประสาทส่วนกลาง การอักเสบของหลอดเลือด ดังนั้นผู้ป่วยที่มีอาการปวดศรีษะครั้งแรก หลังอายุ 50 ปี จึงควรได้รับการเอกซเรย์สมองทุกราย ถึงแม้ว่าจะไม่พบความผิดปกติจากการตรวจร่างกายทางระบบประสาท

ลักษณะอาการปวดศีรษะต่างจากอาการปวดศีรษะที่เป็นประจำ โดยเฉพาะอาการปวดศีรษะที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีช่วงเวลาที่หายปวด หรือมีความถี่และความรุนแรงมากขึ้น สำหรับอาการปวดศีรษะที่แย่ลงเมื่อไอจามหรือเบ่ง มักสัมพันธ์กับความดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้นเช่นกัน

อาการปวดศีรษะที่แย่ลงเมื่อมีการเปลี่ยนท่าทาง เช่น ปวดมากขึ้นเมื่อยืนนอน หรือเมื่อมีการเคลื่อนไหวของศีรษะและคอ อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบน้ำในโพรงสมองและไขสันหลัง หรือกระดูกต้นคออาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นข้างเดียวตลอดเวลา หรือมักปวดบริเวณด้านหลังของศีรษะ แสดงถึงพยาธิสภาพที่อาจเกิดอยู่บริเวณนั้นของศีรษะ หากเป็นอาการปวดศีรษะทั่วไปมักมีการสลับข้างซ้ายขวาบ้าง แต่มักพบว่าปวดข้างใดข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้าง

เมื่อมีอาการปวดศีรษะครั้งแรก แม้จะมีหรือไม่มีอาการดังกล่าวข้างต้น ควรไปพบแพทย์ เพื่อประเมินว่าเป็นโรคปวดศีรษะชนิดใด การวินิจฉัยที่ถูกต้องจะทำให้ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัว และยารักษาที่ตรงกับชนิดของโรคปวดศีรษะที่เป็น ถึงแม้ส่วนใหญ่ของโรคปวดศีรษะจะไม่เป็นอันตราย แต่การรักษาอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้การดำรงชีวิตเป็นปกติสุข การคอยสังเกตสัญญานอันตรายหรือความผิดปกติจะทำให้การวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงทีและส่งผลกระทบกับผู้ป่วยน้อยลงได้




ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากโรงพยาบาลเวชธานี

อาหารที่ทานแล้วอารมณ์ดี

ปลาแซลมอนและปลาแมคเคอเรล อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีการวิจัยยืนยันว่า หากขาดกรดไขมันชนิดนี้จะไปสู่อาการซึมเศร้าได้

น้ำมันคาโนลา (Canola Oil) คนที่มีอาการซึมเศร้า มักจะมีระดับวิตามินอีต่ำ ซึ่งน้ำมันคาโนลาสามารถทดแทนได้เพราะมีวิตามินอีสูงมาก อาจใช้น้ำมันคาโนลาปรุงอาหารแทนน้ำมันพืชก็ได้ แต่ไม่ควรทานเกินวันละ 2 ช้อนโต๊ะ เพราะจะทำให้อ้วนได้

ผักโขม ผักใบเขียวอย่างผักโขมมีโฟเลตสูง ซึ่งโฟเลตมีส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างเซโรโทนิน ลองหันมากินสลัดผักโขมแทนสลัดผักกาดหอมทั่วไป เวลาอารมณ์ไม่ดีก็ช่วยได้

ถั่วชิกพีหรือถั่วหัวช้าง (Chick Pea) มีโฟเลตและวิตามินอีสูง นอกจากนี้ยังมีไฟเบอร์ ธาตุเหล็ก โปรตีนสูง แต่ไขมันต่ำ เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์

ไก่และไก่งวง มีวิตามินบี 6 สูง ซึ่งเป็นสารอาหารอีกชนิดที่มีส่วนสำคัญในการผลิตเซโรโทนิน นอกจากนี้ไก่และไก่งวงยังอุดมด้วยเซเลเนียม วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญ


เคล็ดลับในการสร้างสมาธิในการ ทำงาน ^^

เลือกงานหิน เลือกงานหินขึ้นมาหนึ่งงาน (ควรเป็นงานที่สำคัญที่สุดที่ต้องทำก่อน) แล้วตัดสินใจว่าจะทำให้เสร็จในรวดเดียว หรือว่าจะจำกัดเวลาเป็นเวลาเท่าไหร่ (เช่น ทำ 30 นาทีแล้วหยุดพัก)

สร้างพื้นที่การทำงาน ก่อนเริ่มงานกำจัดทุกอย่างที่จะดึงความสนใจจากงานตรงหน้าออกให้หมด เช่น ปิดหน้าจอ ปิดมือถือเสียด้วย

เสียงเตือนตั้งนาฬิกาปลุก หรือถ้าตั้งใจว่าจะทำไปจนกว่างานนั้นจะเสร็จ ก็พยายามทำสมาธิ อย่าพะวงเรื่องอื่นก่อนถึงกำหนดเวลา

เมื่อโดนขัดจังหวะจากงานอื่น ถ้าเลี่ยงไม่ได้ให้จดโน้ตไว้ก่อน แล้วค่อยกลับมาจัดการทีหลัง
เกิดวอกแว่กอยู่ๆ ดันอยากเช็คอีเมลขึ้นมา หรืออยากไปทำอย่างอื่นแทน ลองหายใจลึกๆ แล้วตั้งใจใหม่

งานด่วนเข้าแทรก เกิดมีงานด่วนกว่าเข้ามาจริงๆ เลี่ยงไม่ได้ ก็ควรจะพยายามจดโน้ตไว้ว่าขณะนั้นทำงานมาถึงไหน ตั้งใจจะทำอะไรต่อไปก่อนโดนขัดจังหวะ แล้วจัดเก็บโน้ตนั้นกับงานไว้ด้วยกัน เมื่อกลับมาเริ่มใหม่ภายหลังจะได้ต่อติด

รีแลกซ์ด้วย อย่าเครียดมากจนเกินไป ถ้ารู้สึกเครียดกับงานตรงหน้ามาก ให้หยุดพัก หายใจลึกๆ ยืดเส้นสายเสียหน่อย หรืออาจจะหยุดพักดื่มกาแฟ อย่าเข้มงวดกับตัวเองเกินไปนัก

ให้รางวัลหลังงานเสร็จ ให้รางวัลกับตัวเองด้วยการเช็คอีเมลหรืออ่านบล็อกที่ชอบได้ ใครที่อยากมีสมาธิในการทำงาน ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

วางตัวอย่างไร… เมื่อมีรักในที่ทำงาน (บทความ)

1.ใจร้อนระวังรักคุด หากสาวออฟฟิศคนไหนโดนหนุ่มสุดหล่อหว่านเสน่ห์เข้าใส่ อย่าหลงใจอ่อนเชียวหละ ผู้ชายสมัยนี้ไว้ใจได้เสียที่ไหน แอบเก็บกิ๊กเอาไว้เยอะ พวกนิยมไม้ป่าเดียวกันก็แยะ ดังนั้น คุณอย่าเพิ่งใจร้อนไป ใช่ว่ารักในออฟฟิศจะยั่งยืนเสมอไป ค่อย ๆ ศึกษานิสัยใจคอกันให้รอบคอบ แล้วจะคบกันก็ยังไม่สาย เพราะรักจะยาวนานหรือสั้นกุดก็ขึ้นอยู่กับความยาวนานของทั้งคู่นั่นแหละ ไม่ได้รักกันหวังควงกันเล่น ๆ เพราะขืนเป็นอย่างนั้นคงไม่รอดหรอกค่ะ
2.อย่าออกนอกหน้าเกินเหตุ มีคู่รักทำงานสายเดียวกันใช่ว่าจะดีเสมอไปนะคะ ถ้ามัวแต่มานั่งส่งสายตาหวานเยิ้ม เอาอกเอาใจจนออกนอกหน้า จะทำให้เพื่อนร่วมวงานหมั่นไส้ได้นะคะ ยิ่งเขามีตำแหน่งเป็นถึงผู้บังคับบัญชาแล้วด้วยละก็ รับรองได้ว่าลูกน้องคนอื่นคงพาลกันพาน้อยใจกันทั้งออฟฟิศและที่แย่ไปกว่า นั้นอาจจะขาดสมาธิในการทำงาน เพราะความใกล้ชิดมันชวนอยากให้ทำอย่างอื่นมากกว่าทำงานนี่นา
3.ตำแหน่งเปลี่ยน ใจเลยเปลี่ยนคบกันมาตั้งนานจากตอนแรกมีตำแหน่งหน้าที่เท่าเทียมกันนี่แหละ แต่ถ้าจู่ ๆ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลื่อนตำแหน่ง ก็หวังว่าคนที่ได้เลื่อนขั้นคงไม่วางฟอร์มว่าข้านี่เจ๋ง เหนือกว่าแฟนแล้วกันค่ะ หากไม่ขี้โอ่ หรือทำตัวเวอร์เกินเหตุความรักก็คงราบรื่น เว้นแต่เสียว่ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำตัวเปลี่ยนไปจากเดิม แล้วจะให้รักจบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้งได้อย่างไรล่ะค่ะ
4.เรื่องนี้ต้องขยาย เข้ากลุ่มเพื่อนทีไรเผลอคุยฟุ้งเรื่องแฟนตัวเองทุกที ยิ่งแอลลกอฮอล์เข้าปากด้วยแล้ว ความลับที่ว่าสุดยอดแค่ไหนก็ออกมาได้หมด หากคนที่เขาฟังไม่นำไปเล่าต่อถือว่าโชคดี แต่อย่าลืมว่าคนบางพวกชอบเรื่องซุบซิบเป็นที่สุด ขอให้นินทาลับหลังไว้ก่อน ถือว่าเป็นความสุขของเขาเลยล่ะสาว ๆ ก็ลองนึกดูนะคะว่าเรื่องส่วนตัวควรพูดมากน้อยแค่ไหนถึงจะไม่ทำให้ตัวเอง เสียหาย
5.เลิฟซีนผิดที่ ซวยไม่รู้ตัว เห็นคนอื่นแสดงความรักกันมันช่างน่าอิจฉาเสียจริง แต่ถ้าฉวยโอกาศเลิฟซีนไม่รู้จักกาละเทศะ ระวังเถอะ ใครจะเจอเข้าถูกเมาทไม่เลิก โดนกระหน่ำเมาท์อย่างเดียวยังพอทนได้แต่ถ้าโดนใส่สีตีไข่ด้วยนี่สิ คงวิ่งไปตลาดหาปี๊บมาคลุมหัวแทบไม่ทัน ยังไง ๆ ทางที่ดีแสดงบทรักกันสองต่อสองในที่ลับตาคนจะดีกว่าเป็นไหน ๆ นะคะ
6.ระวังตัวให้ดี เดี๋ยวนีเทคโนโลยีไฮเทคไปถึงไหน มีคอมพิวเตอร์ไว้ทำงานอย่างเดียวไม่พอ ต้องส่งอีเมลรักถึงกันด้วยถึงจะคุ้ม แต่ระวังข้อมูลจะรั่วเข้าสักวันนะคะ หากบริษัทไหนไม่ชอบแล้วคุณยังประดิษฐ์คำหวาน ๆ พิมพ์หากันอยู่ จนมองไม่เห็นเจ้านายที่แอบมองอยู่ข้างหลัง จนเป็นเรื่องได้
7.ลำเอียงมากไปไม่ดีนะ เป็นเรื่องธรรมดาที่คู่รักจะซึมซับความรู้สึกเข้าใจความคิดของกันและกัน จึงมักจะเกิดปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งงในการทำงาน แม้เขาเป้นหวานใจกันก็อดที่จะเข้าข้วงกันไม่ได้หรอก แต่ควรแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวไม่ให้มาปนกันเวลาควรตั้งหน้าตั้งตา ทำงานแบบคนเป็นมืออาชีพ อย่าให้ความสัมพันธ์มาเป็นอุปสรรคต่องาน ต้องว่ากันไปตามเหตุผลอย่างตัดสินใจลำเอียงเด็ดขาด เพราะไม่อย่างนั้นคุณจะหมดความน่าเชื่อถือไปโดยปริยาย
8.สานสัมพันธ์ทั้งงานทั้งความรัก ถ้าต้นรักของคุณออกดอกผลิบานสวยงาม ทั้งคู่ไปกันได้สวยทั้งการงานและความรัก ขอแนะนำให้เดินหน้าลุยไปเลยค่ะ สวรรค์สร้างมาให้เป็นคู่แท้กันแล้ว ก็อย่ากลัวที่จะขยับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ไม่ได้ทำเรื่องเสียหายนี่ค่ะ ความรักก็ดีการงานก็เยี่ยมใครจะมาว่า มีแต่อิจฉาตาร้อนผ่าว ๆ จนต้องเอาน้ำแข็งประคบตากันเป็นแถว ๆ แบ่งเวลาความรักได้ดีอย่างนี้รุ่งแน่
9.ที่ทำงาน…ไม่ใช่ที่บ้าน เข้าใจนะคะว่ารักกันก็อยากแสดงความรักหยอกล้อกัน แต่ยังไงก็ควรแคร์สายตาคนอื่นบ้าง ไม่ใช่ถือคติที่ว่ารักแล้วต้องแสดงออก ถ้าอยากจะแสดงออกก็ควรไปในที่ส่วนตัว ไม่ใช่มาหวานกันจนมดกัดท่ามกลางสายตาเพื่อนร่วมงาน เพราะคุณกับหวานใจก็เป็นพนักงานคนหนึ่งในบริษัท ก็ควรปฏิบัติให้เหมือนเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ในเวลางานคงไม่เหมาะที่จะเรียกหวานใจว่าที่รักอาจจะโดนเขม่นเอาได้
10.ของเขาไม่ใช่ของเรา แอบรักคนมีเจ้าของมันผิดศีลข้อ 3 นะคะ ยิ่งเป็นคนในที่ทำงานยิ่งแล้วใหญ่ ขืนไปยุ่งกับคนมีเจ้าของมีลูกมีเมียแล้วล่ะก็ เห็นทีอนาคตการงานริบหรี่แน่ พานแต่จะโดนเพื่อนร่วมงานรังเกียจประณามหยามเยียดว่าคุณเป็นคนไม่รู้จัก ชั่วดี ชอบแย่งของของชาวบ้าน ต่อไปคงไม่มีใครอยากจะร่วมเสวนาด้วย เสียทั้งชื่อเสียง เสียทั้งงาน คุ้มกันซะที่ไหน ทางที่ดีอยู่ห่าง ๆ คนที่มีคู่แล้วดีกว่าค่ะ
มีความรักไม่ใช่สิ่งผิด แต่ถ้ามีความรักผิดที่แล้วหล่ะก็ … เสียทั้งงาน ทั้งคนรัก … ไม่รู้ด้วยนะคะ ^-^